Categories

~ว่าด้วยเรื่อง...โอตาคุ~

posted on 24 Jan 2005 22:45 by yurain  in Tales

ไอ้คำว่าโอตาคุเนี่ย เวลานึกถึงจะเห็นภาพ เหล่าชายหนุ่มที่หลงไหลในการ์ตูนญี่ปุ่น(แน่นอน...ผู้หญิงก็มีแต่น่าจะน้อย)..และไอ้ลักษณะที่เค้าพูดถึงโอตาคุเนี่ย จะประมาณว่า ไม่อ้วน ก็ผอมไปเลย ใส่แว่น หิ้วกระเป๋า/เป้ ที่ข้างในเต็มไปด้วยไอเท็มเกี่ยวกะการ์ตูนสุดรัก.... และชอบไปสุมหัวกันคุยในสิ่งที่รู้เรื่องกันเอง คนอื่นมาได้ยินจะฟังไม่รู้เรื่อง..... ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้...ดั้นมาตรงกะตัวเองเพียบเลยล่ะสิ...เอาล่ะสิ เราเป็นโอตาคุรึนี่ o_O'

เนื่องด้วยวันนี้นึกถึงเรื่องโอตาคุแล้ว ผมเลยเอาข้อมูลมาให้อ่านเล่นๆกัน......

จาก นิตยสาร GM17/265 สิงหาคม 2545
เรื่อง Otaku
Feature
ผู้เขียน วุฒิชัยกฤษณะ ประกรกิจ
วินเลียม กิบสัน นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เขียนไว้ในบทความของเขาว่าผู้อ่านมักจะถามว่าทำไมนิยายของเขาจึงมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสังคมญี่ปุ่น
เขาตอบว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่เริ่มต้นเขียนนิยายเขาทำนายว่าญี่ปุ่นจะเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก หลังจากนั้น อีกหลายปีต่อมา เขาทำนายว่าญี่ปุ่นจะเป็นจุดบรรจบของถนนทุกสายบนโลก นามาถึงทุกวันนี้ ถ้ายังมีคนถามเขาอีก ว่าทำไมนิยายของเขาจึงมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสังคมญี่ปุ่น เขาจะตอบว่า เพราะญี่ปุ่นเป็นโลกของจินตนาการในอนาคตสำหรับคนทั้งโลก ญี่ปุ่นมีมนตร์เสนห์ แต่เนื่องจากเราคุ้นเคยกับมัน จนอาจจะทำให้มองข้ามทั้งหุ่นเหล็ก ชุดเกราะ ยานอวกาศ ยอดมนุษย์ รวมไปถึงอีกสารพันจินตนาการ ที่เราได้พบเห็นตั้งแต่เด็กจนโต ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมญี่ปุ่น และเหมือนกับเป็นผู้พยากรณ์อนาคตของสังคมโลก ดังนั้น การทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน ก็จะมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจเยาวชนของเรา รวมไปถึงตัวเราเอง การทำความเข้าใจสังคมญี่ปุ่น ที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เราอ่านก็จะทำเข้าใจและมองเห็นแนวโน้มในสังคมของเรามากยิ่งขึ้น

การ์ตูนญี่ปุ่นได้รับการกล่าวถึงกันมาโดยตลอด ทั้งในบ้านเราและในสังคมญี่ปุ่นเอง ว่าเป็นแหล่งบ่มเพราะความคิดของเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านที่ไม่ดี แต่ก็ได้แค่เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไปมา จนในปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อยืนยันได้ ว่าคนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นแล้วจะเกิดความผิดปรกติ หรือจิตวิปริตไป
จนถึงปี พ.ศ. 2532 เกิดคดีการลักพาตัวและฆาตกรรมเด็กนักเรียนหญิง 4 คนโดยฝีมือของชายหนุ่มญี่ปุ่นวัย 26 ปี ซึโตมุ มิยาซากิ ตำรวจเข้าไปค้นห้องของเขาพบการ์ตูนญี่ปุ่นแนวลามกจำนวนมาก ทั้งที่เป็นหนังสือและวิดิโอ จุดนั้นเองทำให้เกิดการตื่นตัวกันขนานใหญ่ต่อเรื่องผลกระทบของมัน
แต่เดิมนั้น คนญี่ปุ่นเรียกคนที่คลั่งไคล้อะไรเป็นพิเศษ ว่า Otaku เช่น พวกคลั่งคอมพิวเตอร์ พวกคลั่งโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงพวกคลั่งการ์ตูน มาในช่วงหลังการเกิดกรณีของมิยาซากิ คำว่าโอตากุมักจะถูกนำไปใช้พูดถึงพวกที่คลั่งการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นพิเศษ ทั้งคนญี่ปุ่นเอง และคนต่องชาติด้วย
โอตากุเป็นเหมือนพวก nead ในสังคมอเมริกา ที่ใส่แว่นตาหนาเตอะ หัวยุ่ง แต่งตัวเชยๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง อยู่ตัวคนเดียวโดดเดี่ยว มัจจะมีกิจกรรมพิเศษ หรืองานอดิเรกที่แปรกๆ และหมกมุ่นกับมันเป็นพิเศษ

รากศัพท์ของคำว่าโอตากุ แปลว่า คุณ ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า คุณ อยุามากมายแต่คำว่าโอตากุ เป็นคำว่าคุณที่มีความหมายฟังแล้วห่างเหินกันมากที่สุด มักใช้เมื่อจะพูดกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและผู้พูดต้องการรักษาระยะห่างระหว่างควมสัมพันธ์เอาไว้
แนวความคิดของคำว่า คุณ ที่เว้นระยะไว้ห่างเอาไว้ ค่อยๆเกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่นตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสังคมญี่ปุนก้าวเข้าสู่ลักธิทุนนิยม และบริโภคนิยมอย่างเต็มขั้นผสมกับเทคโนโลยืการสื่อสารทันสมัยมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น คนญี่ปุ่นจำนวนมากชอบใช้โทรศัพท์มือถือในการส่งชอร์ตแมสเสจถึงกันมากกว่าที่จะใช้โทรศัพท์โทรฯหากัน เพราะมันช่วยเว้นระยะห่างเอาไว้ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องชื้อโทรศัพท์มือถือที่ทั้นสมัยมาใช้ เพื่อจะได้พิมพ์ได้เร้ว และรับของความได้ชัดเจน
ย้อนอดีตกลับไปดูต้นกำเนิดของโอตากุเริ่มต้นที่คนรุ่นพ่อพ่อรุ่นแม่ของเรา ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานัก ประมาณทศวรรษที่ 1960 ซึ่งยังคงหลงเหลือปมในใจที่เกี่ยวกับสงคราม คนรุ่นนี่มีลักษณะถดถอยเหมือนเด็กเมื่อพวกเขาโตขึ้นและแต่งงานมีครอบครัว มีลูกๆ พวกเขาพยายามทำความเข้าใจลูกๆ แต่ก็ไม่สามารถทำได้
ลัทธิปัจเจกชนนิยมที่เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกา ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดประเทศอุตสาหกรรมที่รำรวย และการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่สำหรับในญี่ปุ่น มันกลับสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป คือมันมันทำให้คนญี่ปุ่นรุ่นนั้นที่ถดถอยเหมือนเด็ก ยิ่งมีลักษณะเป็นเด็กมากขึ้นไปอีก และแยกตัวออกจากกันเหมือนตัวไหมที่ขันตัวเองอยู่ในรัง
คนญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีลักษณะที่เลื่อนลอย ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่สนใจจะเข้ากลุ่มเข้าพวกกับใคร มีแนวโน้มที่จะหลีกหนีจากสังคม ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 นี่เอง ที่การ์ตูนญี่ปุ่นกลายเป็นสื่อมวลชนในวงกว้าง ไม่ได้มีไว้เฉพาะให้เด็กอ่านอีกต่อไปแล้ว คนญี่ปุ่นอ่านการ์ตูนกันทั่วประเทศนักศึกษาในหมาวิทยาลัยหันมาอ่านการ์ตูนแทนอ่านวรรณกรรม สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนล้วนกลายเป็นเหมือนเด็กไปหมด
หลักสูตรการศึกษาที่เด็กญี่ปุ่นรุ่นนี้เรียน ก็มีลักษณะแยกส่วนความรู้ ไม่ได้มองโลกและสังคมแบบองค์รวม แต่สอนให้มุ่งเน้นไปที่ข้อมูลและสารสนเทศ เด็กๆจึงขวนขวายที่จะหาข้อมูลและสารสนเทศมาใส่ตัวโดยไม่สามารถนำไปใช้ในทางที่เหมาะสมได้
Information-fetishism คือลักษณะสำคัญของโอตากุ ที่พวกเขาจะมุ่งแสวงหาข้อมูลในเรื่องหนึ่งๆอย่างเอาเป็นเอาตาย สะพายกล้องตามถ่ายรูปดาราคนโปรด สะสมหนังสือรูปทุกเล่ม ตามดูหนังทุกเรื่อง ท่องจำวันเดือนปีเกิดและข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียด ฯลฯ โดยที่ไม่คำนึงว่าข้อมูลเหล่านั้นจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง พวกเขาพยายามแสวงหามาเพียงให้รู้ไว้
ความขัดแย้งในสถาบันครอบครัวของญี่ปุ่น มาถึงจุดระเบิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 เมื่อคดี Kinzoku bat murderer คือเด็กชายคนหนึ่งฆ่าพ่อแม่ของตัวเองด้วยไม้เบสบอล เด็กคนนี้ไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าอะไรควรและไม่ควร อะไรคือโลกความจริงและโลกผ่านสื่อ เข้าไม่รู้แม้กระทั้งว่าทำไมเราถึงฆ่าคนอื่นไม่ได้
หลังจากนั้นเด็กญี่ปุ่นถูกจับตามองอย่างเข้มงวดมากขึ้นจากสังคม ดังนั้น พวกโอตากุในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคหลังจากเหตุการณ์ Kinzoku bat murderer จึงมีลักษณะภายนอกดูนิ่งสงบ แต่ภายในนั้นอัดอั้นไปด้วยพลังที่เก็บสะสมไว้ แล้วมาระเบิดออกในคดี ซึโตมุ มายาซากิ เมื่อปี 2532 ดังที่กล่าวถึงข้างต้น
หลักเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ สื่อมวลชนประโคมข่าวกันอย่างใหญ่โต โอตากุกลายเป็นประเด็นร้อนของสังคม และการ์ตูนก็กลายเป็นจำเลยหมายเลขหนึ่ง ตำรวจญี่ปุ่นมีการดำเนินการกวดขัน เข้มงวดกับการ์ตูนมากยิ่งขึ้น มีการส่งกองกำลังออกไปจับตาดูงานมหกรรมแสดงการ์ตูนญี่ปุ่นประจำปี มีการเซ็นเซอร์รูปอวัยวะเพศ และจำกัดอายุของผู้ชื้ออย่างเข้มงวด
สื่อได้ค่อยๆหล่อหลอมโอตากุขึ้นมาตลอดช่วงปลายทศวรรษเสร็จแล้วเมื่อมีคนกลุ่มนี้จำนวนมากขึ้นสื่อก็เป็นคนตั้งชื่อเรียกให้ จนกระทั้งเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น ก็เป็นสื่ออีกนั้นละ ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ออกไปในทางที่ดูน่าเกลียดน่ากลัว คนที่ชอบอ่านการ์ตูนกลายเป็นบุคคลที่น่ากลัวทั้งที่จริงแล้ว คนญี่ปุ่นก็ชอบอ่านการ์ตูนกันทั้งประเทศ มีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่ก่ออาชญากรรมและก่อให้เกิดแนวความคิดต่างๆตามมา
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ก็เป็นสื่ออีกนั้นแหละ ที่ค่อยๆเบื่อหน่ายกับการเสนอข่าวเรื่องโอตากุแล้วกระแสสังคมก็ค่อยๆซากันไป คนกลุ่มใหม่ๆ ถูกพูดถึงกันขึ้นมาแทน เช่น Shinjinrui ซึ่งหมายถึงคนที่ใช้จ่างเงินกันอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อบริโภคสินค้าที่เต็มไปด้วยสัญลักษณะของไลฟ์สไตล์อันเลิศหรู ผู้คนและสังคมในโลกยุคเทนโนโลยีสารสนเทศก็มีลักษณะเป็นเช่นนี้เอง ที่ถูกกำหนดความคิดอ่านด้วยสื่อ
อย่างที่ วิลเลียม กิบสัน กล่าวไว้ ว่าญี่ปุ่นจะเป็นศูนย์กลาง จะเป็นจุดบรรจบของถนนทุกสายและจะเป็นโลกจินตนาการในอนาคต สำหรับคนทั้งโลก ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมของญี่ปุ่น ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ในญี่ปุ่น
เอ๋ ติดตามอ่านการ์ตูนตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นแฟนพันธ์แท้อยู่เขาชอบชื้อมานั่งอ่าน ระหว่างที่กำลังเฝ้าหน้าร้านขายอุปกรณ์อะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ เขาฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน หรือไม่ก็อยากเปิดกิจการร้านให้เช่าหนังสือการ์ตูน
ปุ๊กติดตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยเรีย ม.1 ทุกวันนี้เธอใช้เวลาว่างจากการทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ในบริษัทซอฟต์แวร์เฮาส์เล็กๆไปกับการทำไซต์ส่วนตัวที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่เธอชื่นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนที่ตาโตๆ
จากวัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาว ที่เขาและเธอ รวมถึงพวกเราทุกคน เติบโตขึ้นมาพร้มกับการ์ตูนญี่ปุ่น เราต่างตามดูทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เราแทบทุกคนต่างก็มีหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นกองใหญ่ หมกไว้ที่มุมห้องนอน
แม่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนกำลังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นฆาตกรแต่อย่างไรก็ตามคงมีไม่มากก็น้อย ที่ชีวิตของจะต้องถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่ทั้งที่โดยรู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด เราก็ควรได้ตระหนักว่าการ์ตุนญี่ปุ่นไม่ได้ไร้เดียงสา เหมือนกับดวงตาที่สุกใสและกลมโตของตัวละครในเนื้อเรื่องเหล่านั้น
การไม่มองข้าม และพยายามทำความเข้าใจการ์ตูนญี่ปุ่น และสังคมญี่ปุ่นจะช่วยทำให้เราเข้าใจตนเองและสังคมของเรามากยิ่งขึ้น เพราะทุกวันนี้พฤิกรรมและความคิดอ่านของเรา ก็คล้ายกับคนญี่ปุ่นเป็นเข้าไปทุกที
มีตัวอย่างให้เราได้เห็นมากมาย ถ้าสังเกตดีๆ เช่น รายการเกมโชว์อย่าง แฟนพันธ์แท้ คงทำให้คุณทึ่งกับคนที่มีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ รายการอย่างเกสชีวิต และ กำจัดจุดอ่อน คงทำให้คุณงุนงงกับการแยะแยะตัวตนจริงๆและการแสดงละคร
นี่คือแบบทดสอบว่าคุณเป็นโอตากุมากเท่าไรเพียงแค่ตอบใช่ หรือ ไม่ใช่เท่านั้น ถ้าคุณตอบใช้มากเท่าไร ก็แสดงว่าคุณเป็นโอตากุมากเท่านั้น

แม่ว่าคุณอายุเกิน 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังชื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น 2-3 เล่มต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ คุณมีหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นกองไว้เต็มๆห้อง นับๆแล้วหลายร้อยเล่ม
คุณมีสินค้าต่อเนื้องจากการ์ตูนญี่ปุ่น เช่นหนังสือภาพ โมเดลจำลองสติกเกอร์ของชำร่วย ตุ๊กตาโคมไฟและนาฬิกาปลุกบนหัวนอนของคุณ เป็นรูปตัวการ์ตูนญี่ปุ่น
คุณพยายามหัดวาดการ์ตูนญี่ปุ่น แลงหาที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ลายมือของคุณเหมือนตัวหนังสือในการ์ตูนญี่ปุ่น
พ่อแม่ของคุณเคยถามคุณว่าทำไมยังอ่านหนังสือการ์ตูนเหมือนเด็กๆ
คุณไม่ชอบช่อง 9 เพราะรู้ว่าน้าต๋อยชอบพากย์นอกบท ทำให้เสียอรรถรสและใจความสำคัญคุณเลยไปชื้อวีดีโอเทป วิซีดีหรือดีวีดี ที่เป็นต้นฉบับจากญี่ปุ่น และมีซับไตเติลภาษาอังกฤษมาดูแทน
คุณมีเซ็กซ์แฟนตาซีถึงตัวการ์ตูนญี่ปุ่น อย่างเช่น ดร.อากิ รอสจากไฟนอลแฟนตาซี
อี-เมล์แอดเดรสของคุณ หรือซื้อนามแฝงในอินเตอร์เน็ต มาจากซื่อตัวการ์ตูนญี่ปุ่น
คุณอยากไปออกรายการแฟนพันธ์แท้ ตอบแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น
คุณมีความฝันสูงสุดในชีวิต คือเปิดร้านขายหรือให้เช่าการ์ตุนญี่ปุ่น
คุณเคยสอบตกหรือเสียงานเสียการเพราะอ่านการ์ตุนญี่ปุ่น
คุณทำแบบสอบถามนี้ด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ
คุณอ่านสารคดีเรื่องนี้อย่างละเอียด จนจบถึงบรรทัดสุดท้าย!

.....(ใครใช่ รึ ไม่ใช่โอตาคุก็เชิญไปคิดกันเล่นๆเลย เหอๆๆๆๆๆ*ป.ล.ช้านม่ายช่ายโอตาคุนาเฟ้ยยย)

แก้ไขเมื่อ 24/1/2548 22:57:38

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

=_='l' เราอ่านเฉพาะย่อหน้าสุดท้ายน๊า เราคงไม่ใช่โอตาคุหรอก เนอะๆๆๆ =_='l' (ช้านม่ายช่ายแน่ๆ)
....เยอะมากฮะ
เหมือนเขียนเพลินอะไรสักอย่าง
อืมๆ
สาเหตุที่เขียนเพราะมู๋รึเปล่าเนีย = =" มีเหมือนกัน

#2 By มู๋น้อยYume on 2005-02-03 23:03

ก็แล้วแต่คนคับ ผมเป็นโอตาคุในด้านดนตรีเมทัล... เพื่อนผมเป็นโอตาคุเหมือนกันนะ มันแต่งตัวแบบ ไอ้หนุ่มรถไฟเลยแหละ... แต่เราก็ซี้กันมากๆ

#3 By โอตาคุ คนหนึ่ง (58.136.142.177) on 2006-07-20 08:35

ผมคือ โอตาคุ งั้นหรือ..................

#4 By Century King on 2006-08-25 18:01

มึงชัด ๆ ไอ้โต

#5 By คนแถวนั้น (202.57.160.140) on 2006-09-11 09:57

เหอๆๆๆ

งั้นผมก็คือโอตาคุ อ่ะดิ

ซึ้ง~~~~

ได้เป็นโอตาคุ แล้ว~~~!!!
ไม่นะเราอ่านจบ แล้วมีหนังสือ
100 กว่าเล่ม DVD VCD ทุกตอน

#7 By ไม่ออกนาม (125.24.194.38 /10.10.101.220) on 2006-11-02 11:36

เราไม่ชอบไม่ใช่เพราะพากย์นอกเรื่อง
แต่เพราะพาทย์ไม่ได้อารมณ์
แต่ละครั้งขาดความรู้สึกตั้งเยอะ
ช่วยบอกน้าต๋อยว่า อย่าดูถูกหูของคนดูนะ(โดยเฉพาะหูของโอตาคุ)

#8 By โอตาคุริมทาง (202.28.27.6 /unknown, 202.28.24.218) on 2007-01-04 11:25

อ่านไม่จบและไม่ได้อ่าน

แต่เพลงเพราะดี

#9 By (222.123.129.175 /192.168.1.6) on 2007-07-18 21:42

ก้อนะ น่าสนใจดี คับ -*-ออิอิopen-mounthed smile

#10 By โอตารุ (125.26.83.122) on 2007-10-13 18:49